• Chomphoonuj Oranriksuphak

☀️คุยกันวันที่ 7 : ปี 2020 กับ แนวทางการสอนภาษาอังกฤษเด็ก จากยุคพระนางวิคตอเรีย 👸

Updated: Jan 28


สวัสดีค่ะ คุยกันวันนี้ ครูพิ้งกำลังนึกย้อนเวลากลับไปสมัยตัวเองเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนอนุบาลไทย ในระดับชั้นอนุบาล 1-3 ในช่วงปี 2010-2011 ที่กำลังเรียนปริญญาโทไปด้วยค่ะ ในช่วงเวลานั้น โจทย์ท้าทายที่รอครูพิ้งอยู่คือ จะเริ่มต้นสอนเด็กๆที่จะมาเรียนด้วยมาจากครอบครัวที่พูดภาษาไทย 100% และ ไม่มีใครเคยพูดภาษาอังกฤษมาก่อนให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้อย่างไร ❓❓❓


ซึ่งจะตอบคำถามนี้ได้ ครูพิ้งจึงต้องกลับไปค้นคว้าจากกองหนังสือปริญญาโทที่ตัวเองกำลังเรียนอยู่ว่า แนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่มีอยู่นั้น มีอยู่กี่แบบ และ แบบไหน จึงเหมาะที่จะนำมาใช้กับเด็กเล็กๆในวัย 3-6 ขวบนี้ที่สุด ❓❓❓


☝️ซึ่งวันนี้ ก็ได้เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ มาเท้าความเล่าให้ฟังกันก่อนว่า แนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วโลกนั้น มีการวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง แต่วิธีการที่คลาสสิคที่สุดที่ใช้มาตั้งแต่ 1840 ยุคพระนางวิคตอเรีย แห่ง อังกฤษ มีชื่อเรียกว่า Grammar Translation Method ค่ะ


****************************************


Grammar Translation Method นี้เป็นเป็นแนวการสอนภาษาเก่าแก่ที่ปรับใช้มาจากการสอนภาษาลาติน ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ที่ไม่มีคนใช้พูด และถูกเรียกว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว แต่ถือว่าเป็นการเรียนเพื่อเพิ่มรอยหยักในสมอง โดยเป็นการนำประโยคต่างๆมาแปลให้นักเรียนอ่านเพื่อสอนหลักไวยากรณ์ควบคู่กันไป แต่เป็นการมุ่งเน้นการสอนผ่านหลักไวยากรณ์โดยเฉพาะ ซึ่งนักเรียนจะถูกสอนผ่านการท่องจำคำศัพท์ ท่องจำหลักไวยากรณ์ต่างๆในตารางยาวเป็นหางว่าวก่อน แล้วค่อยเอาหลักไวยยากรณ์เหล่านั้นมาแต่งเป็นประโยคที่อาจจะไม่มีความหมายในเชิงสื่อสาร


อ่านมาถึงตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่คุ้นๆบ้างมั้ยคะ กับการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธี Grammar Translation แบบนี้ ?


✅ ถูกแล้วค่ะ (หลายๆคนเอามือทาบอก รวมทั้งครูพิ้งด้วย) ตอนที่ได้รู้จักชื่อวิธีการสอนนี้เป็นครั้งแรก ว่า ขุ่นพระ ‼️นี่มันเรานิ นี่มันคือชีวิตการเรียนภาษาอังกฤษอย่างทรมาน ในโรงเรียนในยุคที่เราเติบโตมานินา 😭

ทีนี้ร้องอ๋อเลยค่ะ !ว่า ทำไมนักเรียนมากมาย ที่โตมากับวิธีการเรียนภาษาแบบนี้ในโรงเรียนถึงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษมาเป็นสิบปี คือครูพิ้งจะบอกเลยค่ะ ถ้าได้รู้ว่าโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้เราด้วยวิธีนี้แล้ว จงอย่าโทษตัวเองค่ะ มันไม่ใช่ความผิด


แต่มันคือ ❌“ความเข้าใจผิด”❌ ว่าใช้วิธีสอนภาษาแบบนี้แล้วผู้เรียนจะพูดได้เอง


เพราะเมื่ออ่านต่อไป.....เค้าก็เขียนชัดว่า เป้าหมายของการสอนภาษาด้วยวิธีการแบบ Grammar Translation นี้ คือ


☝️1. การช่วยให้นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้จนถึงระดับที่สามารถอ่านวรรณคดีในภาษาอังกฤษได้

☝️2. ช่วยส่งเสริมทักษะการใช้ความคิดวิเคราะห์ให้ดีขึ้น


ดังนั้น Grammar Translation Method จึงเป็นแนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่จะเน้นการอ่านเขียนล้วนๆ ผ่านการแปลภาษาที่สองเป็นภาษาที่หนึ่งกลับไปกลับมา โดยเป็นวิธีที่จะให้ความสำคัญกับการฟังและการพูดน้อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก 😱


****************************************


👌ซึ่งครูพิ้งสรุปในใจได้เลยค่ะ ว่าวิธีการแรกที่เล่ามานี้ ไม่ได้เหมาะกับการสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กเล็กเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างที่ครูพิ้งเคยอธิบายให้ฟังไปแล้ว ว่าเด็กเล็กๆจะเรียนรู้ภาษาผ่านการ ฟังและพูด เป็นหลัก โดยที่เค้าจะสามารถเดากฎของไวยากรณ์ได้เองเมื่อได้มีโอกาสสื่อสารจริง การที่เด็กจะต้องมานั่งท่องศัพท์ ฝึกอ่านเขียน หรือ นั่งจำหลักไวยากรณ์ กันเพียงอย่างเดียวก็อาจจะรู้สึกเหมือนกับการถูกบังคับให้กินยาขมทั้งปีทั้งชาติอยู่ก็ได้ค่ะ


ซึ่งถ้าหากเด็กๆได้เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนด้วยวิธีนี้เป็นหลักจนโต โดยไม่ได้มีวิธีการสอนภาษาแนวอื่นร่วมด้วยเลย คะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษที่สูง จึงไม่สามารถเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงความสามารถในการพูดได้เลยเป็นธรรมดา ว่ามั้ยคะ ❓


สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ ข้ามมาถึงรุ่นลูกของเรา วิธีการนี้ ก็ยังได้รับความนิยมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย


“Despite all of these drawbacks, the grammar–translation method is still the most used method all over the world in language teaching. That is unsurprising since most language proficiency books and tests are in the format of grammar–translation method.”

(จาก Grammar–translation method “https://en.wikipedia.org/wiki/Grammar–translation_method”)


🧐ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า วิธีนี้ แม้จะทำให้นักเรียนหงุดหงิด ทุกข์ทรมาน แต่คุณครูสอนสบาย สอนอ่านอย่างเดียว ไม่ต้องเน้นสอนพูดค่ะ


“ Although the Grammar-Translation Method often creates frustration for students, it makes few demands on teachers....It is still used in situations where understanding literary texts is the primary focus and there is little need for a speaking knowledge of the language.”

(จาก Approaches and Methods in Language Teaching, Richards & Rodgers 2007)


*****************************************


☔️ผลของความล้มเหลวในการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีนี้ ที่ครูพิ้งสังเกตเห็นก็คือ คุณพ่อคุณแม่หลายๆบ้านที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนไทยมา จึงมีความรู้สึกอยากลองส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ถ้างบไม่ใช่ปัญหา เพื่อช่วยให้เด็กๆมีโอกาสได้ซึมซับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่เล็ก ซึ่งถึงจะได้ผลดี แต่มีป้ายราคาหลักสิบล้านอัพที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์กับทุกครอบครัวระยะยาว และอาจจะมีผลทำให้ภาษาไทยและความเข้าใจวัฒนธรรมแบบไทยของลูกอ่อนแอ

ซึ่งจริงๆมันก็ยังมีวิธีการสอนภาษาอังกฤษแบบอื่นๆอีกที่ได้ผล รวมถึงการส่งเสริมภาษาและความรู้ผ่านช่องทางต่างๆเพิ่มเติมโดยที่อาจจะไม่ต้องจ่ายแพงขนาดนั้นด้วยเช่นกัน อย่างเช่นวิธีที่ครูพิ้งโตมากับการเดินทางเข้าแคมป์ที่ต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และ การแลกเปลี่ยนนักเรียนระดับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่อายุ 11 จนถึง 20 ปี เป็นต้น


*****************************************

ดังนั้นครูพิ้งจึงแค่อยากจะชี้ให้เห็นเรื่องสำคัญนะคะว่า สำหรับพ่อแม่แล้ว เราส่งลูกไปเรียนอะไรก็ตามที่โรงเรียน ควรลองปรับมุมมองเพิ่มเติมว่าไม่มีโรงเรียนไหนจะสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าเราจะส่งเค้าเรียนที่ราคาไหน เราอาจจะลองทำความเข้าใจกับแนวทางที่โรงเรียนสอนลูกเราให้ชัด เพื่อจะได้เห็นว่าลูกเรามีบางมุมที่เราจะต้องช่วยชดเชย หรือ เสริมความรู้ที่จำเป็นเพิ่มเติมตรงจุดไหนหรือไม่

‼️เพราะการนิ่งนอนใจ รอจนลูกเราโต แล้วค่อยเริ่มชดเชยทักษะที่ขาดไปหลายๆเรื่อง อย่างเช่นเรื่องการฝึกพูดภาษาที่สอง ที่ดูจะมีเวลาในการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติที่จำกัด ยิ่งเริ่มช้า ยิ่งมีอุปสรรคมาก และ เสียเวลาเสียโอกาสที่จะนำทักษะนี้ไปต่อยอดเพื่อใช้หาความรู้ขั้นสูง ที่เป็นความฝันของตัวเอง

งานให้การศึกษาลูก จริงๆจึงควรเป็นความร่วมมือของทั้งบ้านและโรงเรียน ที่จะช่วยดึงศักยภาพของเค้าออกมาให้ได้มากที่สุด ให้เด็กๆจึงจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีความสุข และ มีคุณภาพ ในวันข้างหน้าค่ะ 🌈


โพสต่อๆไปครูพิ้งจะทยอยเล่าต่อ เรื่องวิธีการสอนภาษาแบบต่างๆที่นิยมกันจากในห้องเรียนที่ดูน่าสนใจให้ฟังเพิ่มเติมกันนะคะ เราจะได้ลองเอาเทคนิคบางอย่างไปปรับใช้กับลูกของเรากันที่บ้านดูค่ะ


—-

☝️พูดคุยสอบถามเรื่องแคมป์และการฝึกภาษาให้ลูกกับครูพิ้งได้ที่

📲 0855622879

และติดตามเป็นเพื่อนกับเราได้ที่

Line Official : @pinkenglishcamp

https://lin.ee/j2Y0yw4

www.pinkenglishcamp.com

+66855622879

Line Official : @pinkenglishcamp

Pink Training Co.,Ltd
30th Flr. Bhiraj Tower 689 Sukhumvit Rd. Khlong Tom Nuea, Vadhana, Bangkok 10110

©2019 by Pink Training Co.,Ltd